ยินดีต้อนรับสู่บล็อกของนางสาว บงกช เพ่งหารัพย์ คะ

วันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2559

บันทึกการเรียนครั้งที่  6
วัน จันทร์ ที่ 12 กันยายน พ..2559 เวลา 8 : 30 – 11 : 30 .




ไม่มีการเรียนการสอน เนื่องจาก อาจารย์ติดงานราชการ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รูปอาจารย์การ์ตูน

วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2559

บันทึกการเรียนครั้งที่  5
วัน จันทร์ ที่ 5 กันยายน พ..2559 เวลา 8 : 30 – 11 : 30 .


ขาดเรียน

 คำถามท้ายบท ที่ 4

1. ในการดำเนินโครงการให้ความรู้แก่พ่อแม่ผู้ปกครองทั้งในและต่างประเทศมีเป้าหมายร่วมกันอย่างไร
ตอบ เพื่อที่จะให้เด็กได้เติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดีและเป็นคนที่มีคุณภาพของสังคม

2. นักศึกษามีแนวคิดอย่างไรที่จะสนับสนุนให้โครงการการให้ความรู้ผู้ปกครองประสบผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม จงอธิบาย
ตอบ  สนับสนุนโดยการให้ความรู้กับผู้ปกครองทั้งแบบทางการและไม่เป็นทางการ โดยการเยี่ยมบ้านของเด็กๆพูดคุยกับผ็แกครองของเด็กและให้ความรู้แก่ผู้ปกครองในเรื่องที่น่าสนใจ

3. ในฐานะที่นักศึกษาจะเป็นผู้ที่ให้ความรู้แก่พ่อแม่ผู้ปกครองเด็กปฐมวัยในอนาคต จงยกตัวอย่างขององค์ความรู้หรือเรื่องที่ต้องการจะถ่ายทอดให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองเพื่อใช้ในการเลี้ยงดูเด็ก มา 5 เรื่องพร้อมอธิบายและยกตัวอย่างประกอบ         
ตอบ 1.พัฒนาการของเด็กปฐมวัยแต่ละช่วงวัย เช่น เด็กวัยนี้ควรมีพัฒนาการเป็นอย่างไรและควนส่งพัฒนาการของเด็กอย่างไร
        2.สื่อที่เหมาะกับเด็กปฐมวัย เช่น จะสอนให้ผู้ปกครองได้ทำสื่อให้ลูกเล่นได้
        3.การจัดประสบการณ์สำคัญให้แก่เด็ก เช่น เด็กวัยนี้ควรได้เรียนรู้ประสบการณ์นเรื่องใด
        4.การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย เช่น ให้ความรู้กับผู้ปกครองในเรื่องการอบรมเลี้ยงลูก
        5.การส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก เช่น เด็กวัยนี้ควรทำกิจกรรมอะไร

4. การให้ความรู้ผู้ปกครองสามารถส่งผลต่อพฤติกรรมเด็กหรือไม่อย่างไร  จงอธิบาย
ตอบ  ส่งผล เพราะถ้าเราให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ผู้ปกครอง และผู้ปกครองนำไปปฏิบัติหรือนำไปปรับใช้กับลูก เด็กๆก็จะมีพฤติกรรมที่ดีและสามารถเข้ากับสังคมได้เป็นอย่างดี
   
5. นักศึกษาจะมีวิธีในการติดตามผลการให้ความรู้ผู้ปกครองอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ จะเป็นเมินผลว่าผู้ปกครองได้นำวิธีการที่เราไปใช้หรือไม่โดยจะสังเกตจากพฤติกรรมของเด็กว่ามีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปหรือไม่ ถ้าเด็กมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปแสดงว่าผู้ปกครองได้นำแนวทางความรู้ไปปฏิบัติ




วันเสาร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2559

บันทึกการเรียนครั้งที่  4
วัน จันทร์ ที่ 29 สิงหาคม พ..2559 เวลา 8 : 30 – 11 : 30 .


เนื้อหาสาระที่เรียน
        ก่อนที่จะเริ่มเรียนอาจารย์ก็มีกิจกรรมให้ได้เล่นก่อนที่จะนำสู่การเนื้อหา



          วันนี้ได้เรียนเกี่ยวกับ การสื่อสารกับผู้ปกครองเด็กปฐมวัยโดยเนื้อหามีดังนี้
ความหมายของการสื่อสาร
การสื่อสาร  (Communication) คือ กระบวน การส่งข่าวสาร ข้อมูล จาก   ผู้ส่งข่าวสารไปยังผู้รับข่าวสาร มีวัตถุประสงค์เพื่อชักจูงให้ผู้รับข่าวสารมีปฏิกิริยาตอบสนองกลับมา โดยคาดหวังให้เป็นไปตามที่ผู้ส่งต้องการ

ความสำคัญของการสื่อสาร
1.ทำให้ได้รับรู้และเข้าใจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม
2.ทำให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันทั้ง 2 ฝ่าย
3.ทำให้สร้างมิตรภาพที่อบอุ่น
4.ทำให้เกิดภาพแห่งความพึงพอใจ
5.ช่วยในการพัฒนาอัตมโนทัศน์ เป็นการสร้างความรู้สึกที่ดีต่อตนเองก่อให้เกิดความพอใจในชีวิต
รูปแบบของการสื่อสาร
1.รูปแบบการสื่อสารของอริสโตเติล (Aristotle’s Model of Communication)
2.รูปแบบการสื่อสารของลาล์สเวล (Lasswell’s Model of Communication)
3.รูปแบบการสื่อสารของแชนนอนและวีเวอร์ (Shannon & Weaver’s Model of Communication)
4.รูปแบบการสื่อสารของออสกูดและชแรมม์(C.E Osgood and Willbur Schramm’s )
5.รูปแบบการสื่อสารของเบอร์โล (Berlo’s Model of Communication)

องค์ประกอบของการสื่อสาร
1.ผู้ส่งข่าวสาร (Sender)
2.ข้อมูลข่าวสาร (Message)
3.สื่อในช่องทางการสื่อสาร (Media)
4.ผู้รับข่าวสาร (Receivers)
ความเข้าใจและการตอบสนอง
  • ผู้ส่งสารและผู้รับสาร
  • ผู้จัดกับผู้ชม
  • ผู้พูดกับผู้ฟัง
  • ผู้ถามกับผู้ตอบ
  • คนแสดงกับคนดู
  • นักเขียนกับนักอ่าน


วัตถุประสงค์ของการสื่อสาร
1.เพื่อแจ้งให้ทราบ หมายถึง การสื่อสารที่ผู้ส่งสารจะแจ้ง หรือบอกกล่าวข่าวสาร ข้อมูล เหตุการณ์ ความคิด ความต้องการของตนให้ผู้รับได้ทราบ
2.เพื่อสอนหรือให้การศึกษา หมายถึง การสื่อสารที่มุ่งจะให้ผู้รับมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางด้านองค์ความรู้ ความคิด สติปัญญา ฉะนั้นจึงมุ่งเน้นไปที่การเรียนการสอนหรือการศึกษาค้นคว้าทางวิชาการโดยเฉพาะ
3.เพื่อสร้างความพอใจหรือให้ความบันเทิง หมายถึง การสื่อสารที่มุ่งให้เกิดผลทางจิตใจหรืออารมณ์ ความรู้สึกแก่ผู้รับสาร ซึ่งจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้ส่งสารมีข้อมูลที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้รับสาร และมีกลวิธีในการนำเสนอเป็นที่พอใจ
4.เพื่อเสนอหรือชักจูงใจ มุ่งเน้นให้ผู้รับสารมีพฤติกรรมคล้อยตาม หรือยอมรับปฏิบัติตาม

ประเภทของการสื่อสาร จำแนกเป็น 3 ประการคือ
1.จำแนกตามกระบวนการหรือการไหลของข่าวสารประกอบด้วย  1.การสื่อสารทางเดียว  2.การสื่อสารสองทาง
2.จำแนกตามภาษาสัญลักษณ์ที่แสดงออก ประกอบด้วย 1.การสื่อสารเชิงวัจนะ 2.การสื่อสารเชิงอวัจนะ
3.จำแนกตามจำนวนผู้สื่อสาร การสื่อสารของมนุษย์ มี 3 ลักษณะคือ
1.การสื่อสารส่วนบุคคล (Intrapersonal Communication)
2.การสื่อสารระหว่างบุคคล (Interpersonal Communication)
3.การสื่อสารมวลชน (Mass Communication)

 ธรรมชาติการเรียนรู้ของผู้ปกครองเด็กปฐมวัยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้
  • เรียนรู้ได้ดีในเรื่องของการพัฒนาเด็ก
  • เรียนรู้ได้ดีในสภาพแวดล้อมที่มีความสมานฉันท์
  • มีความแปลกใหม่และมีประโยชน์ต่อเด็ก
  • เรียนรู้ได้ดีจากการฝึกปฏิบัติ
  • เรียนรู้ได้ดีในบรรยากาศที่เป็นวิชาการน้อยที่สุด
  • ควรได้รับความต่อเนื่องในการเรียนรู้ทีละขั้นตอน
  • เรียนรู้ได้ดีจากสื่อและอุปกรณ์ที่หลากหลาย
  • ธรรมชาติและพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้ปกครอง









ออเออร์บาค (Auerbach,1968) ได้กล่าวถึงธรรมชาติของผู้ปกครองไว้ดังนี้
1.ผู้ปกครองสามารถเรียนรู้ได้
2.ผู้ปกครองมีความต้องการที่จะเรียนรู้
3.ผู้ปกครองเรียนรู้ได้ดีที่สุดในสิ่งที่เขาสนใจ
4.การเรียนรู้จะมีความหมายที่สุดก็ต่อเมื่อเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวของผู้ปกครอง
5.การมีอิสระในการเรียนรู้จะทำให้ผู้ปกครองเรียนรู้ได้ดีที่สุด
6.ผู้ปกครองสามารถเรียนรู้ได้จากกันและกัน
7.การให้ความรู้กับผู้ปกครองถือเป็นการให้ประสบการณ์ใหม่แก่ผู้ปกครอง

ธรรมชาติการเรียนรู้ของผู้ปกครองเด็กปฐมวัย มีประเด็นสำคัญดังนี้
1.เรียนรู้ได้ดีในเรื่องของการพัฒนาเด็ก
2.เรียนรู้ได้ดีในสภาพแวดล้อมที่มีความสมานฉันท์
3.มีความแปลกใหม่และมีประโยชน์ต่อเด็ก
4.เรียนรู้ได้ดีจากการฝึกปฏิบัติ
5.เรียนรู้ได้ดีในบรรยากาศที่เป็นวิชาการน้อยที่สุด
6.ควรได้รับความต่อเนื่องในการเรียนรู้ทีละขั้นตอน
7.เรียนรู้ได้ดีจากสื่อและอุปกรณ์ที่หลากหลาย 7 c กับการสื่อสารที่ดี
1.Credibility ความน่าเชื่อถือ : สามารถทำให้ผู้รับสารเกิดความเชื่อถือในสารนั้น ๆ
2.Content เนื้อหาสาระ : มีสาระให้เกิดความพึงพอใจ เร่งเร้าและชี้แนะให้เกิดการตัดสินใจได้ในลักษณะอย่างไรบ้าง
3.Clearly ความชัดเจน : การเลือกใช้คำหรือข้อความที่เข้าใจง่าย ๆ ข้อความไม่คลุมเครือ
4.Context ความเหมาะสมกับโอกาส : การเลือกใช้ภาษาและใช้สิ่งที่ส่งสารเหมาะสม
5.Channel ช่องทางการส่งสาร : การเลือกวิธีการส่งข่าวสารได้เหมาะสมและรวดเร็วที่สุด
6.Continuity consistency ความต่อเนื่องและแน่นอน : การสื่อสารกระทำอย่างต่อเนื่องมีความแน่นอนถูกต้อง
7.Clarity of audience ความสามารถของผู้รับสาร : การเลือกใช้วิธีการส่งสารซึ่งมั่นใจว่าผู้รับสารจะสามารถรับสารได้ง่ายและสะดวกโดยคำนึงถึงความรู้ เจตคติ อุปนิสัย ทักษะการใช้ภาษา สังคมวัฒนธรรมของผู้รับสารเป็นสำคัญ

วิธีการสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ปกครอง
 1. ศึกษาและพยายามทำตนให้เข้าใจกับผู้ปกครอง
2.พยายามเรียนรู้ความต้องการของเขา และหาแนวทางตอบสนองตามความเหมาะสม
3.พูดคุย พบปะกับผู้ปกครองในโอกาสต่างๆ
4.หาโอกาสไปร่วมงานพิธีทางศาสนา เข้าร่วมกิจกรรมกับผู้ปกครอง
5.ทำตนให้กลมกลืนกับผู้ปกครอง
6.มีท่าทีเป็นมิตรอยู่เสมอ
7.เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองร่วมกิจกรรม

การประเมิน
ประเมินตนเอง วันนี้ตั้งใจเรียนและเข้าใจกับเนื้อหาที่อาจารย์ได้สอน ประมาณ 85 เปอร์เซน
ประเมินเพื่อน วันนี้เพื่อนๆทุกคนตั้งใจเรียนและไม่คุยกัน
ประเมินอาจารย์ อาจารย์มีการเตรียมเนื้อหาการสอนมาเป็นอย่างดีและอธิบายได้อย่างเข้สใจง่ายมีการยกตัวอย่างให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น

คำถามท้ายบท
1.จงอธิบายความหมายและความสำคัญของการสื่อสารมาโดยสังเขป
ตอบ กระบวน การส่งข่าวสาร ข้อมูล จาก   ผู้ส่งข่าวสารไปยังผู้รับข่าวสาร มีวัตถุประสงค์เพื่อชักจูงให้ผู้รับข่าวสารมีปฏิกิริยาตอบสนองกลับมา อย่างเข้าใจ
ความสำคัญ การสื่อสาร เป็นกระบวนการเกิดขึ้นเป็นปกติวิสัยของคนทุกคน และมีความเกี่ยวข้องไปถึงบุคคลอื่น ตลอดจนถึงสังคมที่แต่ละคนเกี่ยวข้องอยู่ ไม่ว่าจะทำสิ่งใด ล้วนต้องอาศัยการสื่อสารเป็นเครื่องมือช่วยให้บรรลุจุดประสงค์ทั้งสิ้น

2.การสื่อสารมีความสำคัญกับผู้ปกครองอย่างไร
ตอบ ทำให้ผู้ปกครองเข้าใจว่าสิ่งที่ครูได้สอนกับลูกนั้นได้มีอะไรบ้างและได้รู้ถึงวิธีการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย เพื่อให้เป็นการสื่อสารกันระหว่างครูกับผู้ปกครอง

3.รูปแบบการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพในการให้ความรู้ผู้ปกครอง ควรเป็นรูปแบบใด จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่าง
ตอบ รูปแบบการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพในการให้ความรู้ผู้ปกครอง ควรเป็นสารที่มีความเหมาะสมและต้องตรงกับความต้องการของผู้ปกครองและเป็นเรื่องที่ผู้ปกครองมีความสนใจ เช่น การทำแผ่นแจกใบความรู้และมีกิจกรรมที่ให้ผู้ปกครองและเด็กได้ทำร่วมกัน เพื่อที่ผู้ปกครองจะสามารถทราบได้ว่าลูกของตัวเองได้เรียนอะไรไปในแต่ละสัปดาห์

4.ธรรมชาติและการเรียนรู้ของผู้ปกครองควรมีลักษณะอย่างไร
ตอบ   1.เรียนรู้ได้ดีในเรื่องของการพัฒนาเด็ก
          2.เรียนรู้ได้ดีในสภาพแวดล้อมที่มีความสมานฉันท์
          3.มีความแปลกใหม่และมีประโยชน์ต่อเด็ก
          4 เรียนรู้ได้ดีจากการฝึกปฏิบัติ
         5.เรียนรู้ได้ดีในบรรยากาศที่เป็นวิชาการน้อยที่สุด
         6.ควรได้รับความต่อเนื่องในการเรียนรู้ทีละขั้นตอน
         7.เรียนรู้ได้ดีจากสื่อและอุปกรณ์ที่หลากหลาย

5.ปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนพฤติกรรมการเรียนรู้สำหรับผู้ปกครอง เพื่อให้ผู้ปกครองมีความเข้าใจเกี่ยวกับการศึกษาของเด็ก ประกอบด้วยปัจจัยด้านใดบ้าง
ตอบ1. ความพร้อม 2.ความต้องการ 3.อารมณ์และการปรับตัว 4.การจูงใจ 5.การจูงใจ 6.ทัศนคติและความสนใจ 7.ความถนัด

วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2559

บันทึกการเรียนครั้งที่ 3
วัน จันทร์ ที 22 สิงหาคม พ..2559 เวลา 8 : 30 – 11 : 30.

*** ไม่มีการเรียนการสอน เนื่องจากอาจารย์ติดงาน ***
บันทึกการเรียนครั้งที่ 2
วัน จันทร์ ที่ 15 สิงหาคม พ..2559 เวลา 8 : 30 – 11 : 30 .
เนื้อหาสาระที่เรียน
หลักเบื้องต้นในการให้การศึกษาแก่ผู้ปกครองเด็กปฐมวัย
  สรุป  ความหมายของการให้การศึกษาแก่ผู้ปกครอง
        การให้การศึกษาแก่ผู้ปกครอง หมายถึง การให้ความรู้เกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็ก เพราะเด็กอยู่ในความรับผิดชอบของสถาบันครอบครัว การให้ความรู้แก่ผู้ปกครองถือเป็นกระบวนการทางสังคม ซึ่งสังคมมีหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ให้แก่บุคคลภายในสังคมให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในสังคม ทั้งในและนอกระบบ การให้การศึกษาแก่ผู้ปกครองจึงเป็นการช่วยเหลือพ่อแม่ ผู้ปกครอง ตลอดจนผู้ที่เตรียมตัวจะเป็นพ่อแม่ให้ได้เรียนรู้ถึงวิธีการในการดูแล อบรมเลี้ยงดู และให้การศึกษาแก่เด็ก เพื่อให้เด็กเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพและได้รับประสบการณ์ที่มีคุณค่า เพื่อการพัฒนาตนต่อไปในอนาคต
       สรุป ความสำคัญของการให้การศึกษาแก่ผู้ปกครอง
1. เป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการศึกษาของเด็ก
2. เป็นการให้ผู้ปกครองได้เข้าใจถึงบทบาทและหน้าที่ของตนเองที่มีต่อการศึกษาของเด็ก
3. ทำให้ลดความขัดแย้งในการดำเนินงานทางการศึกษา ช่วยให้การศึกษาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
4. เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองได้มีส่วนสนับสนุนและพัฒนาการศึกษาของเด็ก
5. ช่วยทำให้สถาบันครอบครัวมีความแข็งแรง
       สรุป วัตถุประสงค์ในการให้การศึกษาแก่ผู้ปกครอง
1. เพื่อให้เข้าใจถึงวิธีการในการอบรมเลี้ยงดูเด็กและให้การศึกษาแก่เด็ก
2. เพื่อให้ความรู้และวิธีการในการส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ให้แก่เด็ก
3. เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวการศึกษาของเด็กที่โรงเรียนเพื่อให้ที่บ้านเข้าใจตรงกัน
4. เพื่อส่งเสริมให้ผู้ปกครองได้ตระหนักถึงบทบาทของตนเองในการมีส่วนร่วมส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ให้แก่บุตรหลาน
5. เพื่อให้ผู้ปกครองได้รับรู้และเข้ามามีบทบาทในการจัดการศึกษาให้แก่บุตรหลาน
รูปแบบในการให้การศึกษาแก่ผู้ปกครองเด็กปฐมวัย
การให้ความรู้แบบทางการ   เช่น การบรรยาย  การอภิปราย การโต้วาที
การให้ความรู้แบบไม่เป็นทางการ  เช่น การระดมสมอง การประชุมโต๊ะกลม การประชุมกลุ่มย่อย

แนวทางการให้ความรู้แก่ผู้ปกครองเด็กปฐมวัย
       ฉันทนา  ภาคบงกช (2531) ได้เสนอแนวทางในการให้ความรู้แก่ผู้ปกครองไว้ดังนี้
1. สำรวจความสนใจ ความต้องการ รวมทั้งปัญหาต่างๆ ในการอบรมเลี้ยงดูเด็ก โดยการสัมภาษณ์หรือใช้แบบสอบถาม
2. จัดบริการต่างๆ เพื่อเผยแพร่ความรู้แก่ผู้ปกครอง เช่น                            
- เชิญวิทยากรมาบรรยาย  อภิปราย สาธิต
- จัดห้องสมุดและศูนย์ของเล่นสำหรับเด็ก
- จัดศูนย์แนะแนวผู้ปกครองเพื่อให้คำแนะนำ
- จัดตั้งชมรมหรือสมาคมผู้ปกครอง

แนวปฏิบัติของสถานศึกษา
       ในการจัดกิจกรรมการให้ความรู้แก่ผู้ปกครอง สถานศึกษาถือเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ผู้ปกครองได้ประสบผลสำเร็จในการเรียนรู้ ดังนั้นสถานศึกษาควรมีแนวปฏิบัติดังนี้
1. รับฟังความคิดเห็นและความรู้สึกที่ผู้ปกครองมีกับลูก
2. ขณะที่พูดคุยกับผู้ปกครองเด็ก ไม่ใช้เป็นการพูดถึงเด็กในทางที่ไม่ดีเท่านั้น แต่ควรพูดถึงในสิ่งที่ดีที่เด็กสามารถพัฒนาขึ้นมาก
3. ควรหลีกเลี่ยงคำอธิบายหรือใช้คำศัพท์ทางวิชาการในการอธิบายพูดคุยกับพ่อแม่ ผู้ปกครอง


        ความรู้ที่ได้รับและการนำไปประยุกต์ใช้  
       ได้รับความรู้ในเรื่องของหลักการเบื้องต้นการให้ความรู้แก่ผู้ปกครอง และรวมไปถึงรูปแบบการให้ความรู้ผู้ปกครองมีรูปแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ และยังได้รู้ว่าสังคมไทยของเราควรที่จะเลือกใช้แบบผสมผสานรูปแบบการให้ความรู้แบบเป็นทางและไม่เป็นทางการเข้าด้วยกัน เรื่องที่จะให้ความรู้ก็ขึ้นอยู่กับเนื้อหาความรู้ ทำให้เราเลือกรูปแบบในการให้ความรู้ที่เหมาะสมให้กับผู้ปกครอง

     

    การประเมิน  

ประเมินตนเอง วันนี้เข้าเรียนตรงเวลา ตั้งใจฟังอาจารย์สอนเป็นอย่างดี เข้าใจกับเนื้อหาที่อาจารย์สอนประมาณ 85 %
ประเมินเพื่อน วันนี้เพื่อนๆน่ารักเข้าเรียนตรงเวลาและตั้งใจฟังอาจารย์สอนเป็นอย่างดี

ประเมินอาจารย์  อาจารย์อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับเนื้อหาได้อย่างเข้าใจได้ง่ายและมีการยกตัวอย่างให้นักศึกษาได้เห็นภาพและเกิดความเข้าใจยิ่งขึ้น
บันทึกการเรียนครั้งที่ 1
วัน จันทร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2559 เวลา 8 : 30 - 11 : 30.

เนื้อหาสาระที่เรียน
ความหมายของผู้ปกครอง

Summers Della,1998  กล่าวว่า ผู้ปกครอง หมายถึง พ่อหรือแม่ของบุคคล
Encyclopedia,2000   อธิบายไว้ว่า ผู้ปกครอง หมายถึง ผู้ที่เป็นพ่อหรือผู้ที่เป็นแม่ ซึ่งมีอยู่ 2 ประเภท คือ
1. ผู้ปกครองโดยสายเลือด  2. ผู้ปกครองโดยสังคม
          พรรณิดา  สันติพงษ์ (2526) ได้อธิบายว่า ผู้ปกครอง หมายถึง บุคคลที่มีความสัมพันธ์กับเด็ก โดยอยู่ร่วมกันในครอบครัวเดียวกันและมีส่วนในการอบรมสั่งสอน และเตรียมความพร้อมให้กับเด็ก
          จินตนา  ปัณฑวงศ์ (2531)   ได้อธิบายว่า ผู้ปกครอง หมายถึง พ่อ แม่ หรือบุคคลอื่น อาจจะเป็นญาติมิตรหรือผู้อื่น ซึ่งพ่อแม่ไว้วางใจให้ทำหน้าที่อบรมเลี้ยงดูตลอดจนให้การศึกษาแก่เด็ก

                               

   สรุป 

       ผู้ปกครอง หมายถึง ผู้ที่เป็นบิดา มารดา หรือบุคคลอื่นที่ให้การอบรมเลี้ยงดูให้การศึกษาแก่เด็กที่อยู่ในการดูแล ดังนั้นในการกล่าวถึงผู้ปกครองจึงมีความหมายรวมถึงบุคคลที่เป็นพ่อและแม่ด้วย

      สรุป ความสำคัญของผู้ปกครอง
    ผู้ปกครองมีความสำคัญซึ่งมีความใกล้ชิดกับเด็ก เป็นผู้ที่มีความหมายต่อชีวิตเด็กทั้งการเจริญเติบโตทางร่างกายและจิตใจเป็นผู้ที่เด็กมอบความรักด้วยความบริสุทธิ์ใจ ผู้ปกครองจึงเป็นผู้นำที่จะช่วยให้เด็กเจริญเติบโต มีพัฒนาการที่เหมาะสม เพื่อการก้าวสู่โลกกว้างได้อย่างมั่นคงและมีความพร้อมในทุกด้าน จึงถือว่าผู้ปกครองเป็นผู้เสริมสร้างคุณลักษณะที่พึงประสงค์ด้วยความรัก ความเข้าใจให้แก่เด็กตั้งแต่เยาว์วัยเป็นรากฐานอนาคตของสังคมให้มีความ
สมบูรณ์และแข็งแรง

บทบาทและหน้าที่ของผู้ปกครอง
       พ่อแม่ผู้ปกครองเป็นบุคคลกลุ่มแรกที่มีความใกล้ชิดกับเด็ก เป็นผู้สนับสนุนและวางรากฐานอันสำคัญยิ่งต่อการเจริญเติบโตของชีวิตมนุษย์ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ภาวะแห่งความรับผิดชอบในการอบรมเลี้ยงดูและสายใยแห่งความผูกพันระหว่างพ่อแม่ ลูก เป็นพันธะที่จะต้องมีการดำเนินอย่างต่อเนื่อง เพื่อจุดมุ่งหมายที่สำคัญคือ การให้เด็กได้เจริญเติบโตสมบูรณ์ทั้งทางร่างกายและจิตใจให้เขาสามารถช่วยเหลือตนเอง สามารถปรับตัวอยู่ในสังคมได้อย่าง  มีความสุข

  สรุป บทบาทหน้าที่ของผู้ปกครอง 10  ประการ
1.  ให้ความรักและสายสัมพันธ์ในครอบครัว
2.  ให้ความเอาใจใส่และเอื้ออาทรต่อลูก
3.  ทำตนให้เป็นแบบที่ดีแก่ลูก
4.  ให้ประสบการณ์การเรียนรู้ในสังคมเกี่ยวกับการปฏิบัติตน
5.  ส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ให้เป็นไปตามวัย
6.  ให้หลักธรรมในการพัฒนาเด็กด้วยหลักไตรสิกขา (ศีล สมาธิ ปัญญา)
7.  ส่งเสริมพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ โดยผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย
8.  ศึกษาการเจริญเติบโตของเด็ก
9.  เอาใจใส่ดูแลสุขภาพ
10. สนับสนุนเตรียมความพร้อมก่อนสู่สังคม

 บทสรุป
       
ผู้ปกครอง หมายถึง ผู้ที่เป็นบิดา มารดา หรือบุคคลอื่นซึ่งทำหน้าที่ในการอบรมเลี้ยงดูเพื่อให้เด็กมีชีวิตที่สมบูรณ์ทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคมและสติปัญญา สามารถเรียนรู้และปรับตัวเข้ากับสังคมได้อย่างมีความสุข บทบาทและหน้าที่ของผู้ที่เป็นผู้ปกครองเด็กปฐมวัยถือเป็นผู้ที่มีความสำคัญยิ่งต่อการสร้างรากฐานของชีวิตในอนาคตกับเด็ก ดังนั้นผู้ปกครองจึงต้องมีความรู้ ความเข้าใจ และศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเด็กได้แก่ การอบรมเลี้ยงดูการส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ และการส่งเสริมการศึกษา การที่ผู้ปกครองตระหนักถึงความสำคัญของบทบาทและหน้าที่ของตนเองในการพัฒนาเด็ก ย่อมเป็นการทำให้ผู้ปกครองจำเป็นต้องแสวงหาองค์ความรู้ที่จำเป็นเพื่อนำมาปฏิบัติใช้ในการอบรมเลี้ยงดูเด็กในด้านต่างๆ


ประเมิน
ประเมินตนเอง วันนี้ตั้งใจฟังอาจารย์สอนเป็นอย่างดี เข้าใจกับเนื้อหาที่อาจารย์สอนประมาณ 80 %
ประเมินเพื่อน    วันนี้อาจจะเป็นวันเปิดเทอมวันแรก เพื่อนๆอาจจะคุยกันนิดหน่อย แต่ก็ตั้งใจฟังอาจารย์สอน

ประเมินอาจารย์  อาจารย์มีความตรงต่อเวลาในการเข้าสอนและมีการเตรียมการสอนมาเป็นอย่างดีอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับเนื้อหาได้อย่างละเอียด